คุยกับลูกเรื่องความตาย

ความตายไม่อาจแยกพวกเราออกจากกัน ‘ความตาย’ เป็นสิ่งที่น่ากลัวและไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ่อยนัก หลายคนที่นี่เขาบอกว่าพวกเขากลัวความตาย เพราะไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เพราะความไม่รู้ก็เลยกลัว

ในทางศาสนาคริสต์เขาไม่เชื่อในเรื่องเกิดใหม่และวัฏสงสาร นั่นมันเป็นสาเหตุของความกลัว บางคนกลัวความตายก็เพราะยังพะวงอยู่กับตัวตนในสังคม กลัวว่าตัวเองตายไปแล้วจะถูกลืมเลือน กลัวว่าจะไม่มีคนคิดถึงอีกต่อไป ความกลัวเรื่องนี้น่าจะเป็นสากลโลกเพราะยังยึดติดในสังขารและอัตตาของตัวเอง

ก่อนนอนคืนหนึ่งลูกชายบอกกับฉันว่าเขากลัวความตาย เขากลัวว่าแม่จะตาย พ่อจะตายจากเขาไป ฉันบอกเขาว่าถึงพวกเราจะตายไปเราก็จะกลับมาพบกันใหม่อีก แม่อาจจะกลับมาเกิดเป็นลูกของลูกก็ได้ หรืออาจจะเป็นหลาน เราจะวนเวียนมาเจอกันแบบนี้ถ้าเรายังมีจิตที่ผูกพันและคิดถึงกันอยู่ เขายังคลางแคลงใจว่าเขาจะจำแม่ได้อีกไหม

ฉันยืนยันกับเขาว่าแม้เราจะจำหน้ากันไม่ได้แต่เราจะจำความรู้สึกผูกพันกันได้อย่างแน่นอน ให้เขาฟังเสียงหัวใจของตัวเองเวลาเราได้พบกันอีกครั้ง เขานอนหลับด้วยความสบายใจในคืนนั้น

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่อากาศปลอดโปร่งพวกเราสามคน พ่อ แม่ ลูก มักจะขี่จักรยานไปรอบ ๆ เมือง และจุดหนึ่งที่เราจะแวะในเส้นทางก็คือสุสานประจำเมือง พวกเรามักจอดจักรยานไว้ด้านหน้าแล้วตรงไปเยี่ยมเคารพหลุมศพของปู่ พ่อและลูกชายสวดมนต์ตามบทสวดทางศาสนาของเขา ส่วนฉันสงบจิตและแผ่เมตตาให้พ่อสามีที่ไม่เคยได้มีโอกาสรู้จักกัน

ช่วงปลายเดือนมีนาคมมีเหตุสะเทือนใจของครอบครัวลุงของสามี ฉันตัดสินใจทันทีว่าเราจะพาลูกเดินทางลงใต้ไปด้วยเพื่อเคารพศพป้าสะใภ้ ลูกชายของฉันยังไม่เคยได้รู้จักเพราะตั้งแต่งานแต่งงานของพวกเราเป็นต้นมา ป้าสะใภ้ก็ไม่ได้ขึ้นมาเที่ยวทางเหนือ และพวกเราก็ยังไม่เคยมีโอกาสลงไปเยี่ยมทางใต้ เวลาที่ป้าสะใภ้โทรมาบางครั้งก็ได้ยินเสียงของลูกชายฉัน หรือเห็นภาพที่ฉันโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเท่านั้น

ฉันบอกกับสามีว่า ลูกชายเรายังไม่รู้จักป้าสะใภ้แต่ก็ยังมีโอกาสไปร่ำลาและส่งไปสู่สุคติได้ ตอนนั้นแม้จะมีเสียงคัดค้านจากญาติ ๆ แต่สามีเห็นด้วยกับเหตุผลของฉันที่ว่าการพาลูกไปด้วยในครั้งนี้ เพื่ออำลาและเป็นกำลังใจให้คนที่ยังอยู่ คือลุงและลูกพี่ลูกน้องของสามีอีกสองคน พวกเราจะบินจากแคว้นเหนือสุดลงไปถึงส่วนปลายรองเท้าบูทช้ากว่าแม่และน้องสาวสามีที่เดินทางไปก่อนพวกเราหนึ่งวันทันทีที่ทราบข่าวร้าย ก็เพราะพวกเราตัดสินใจพาลูกไปด้วยเลยต้องรอรับเขาจากโรงเรียน และพูดคุยกับเขาก่อนในตอนนั้น โดยยังไม่ได้จองตั๋วเครื่องบิน

ฉันตกลงกับสามีว่าถ้าลูกไม่ยอมเดินทางไปด้วย เขาก็ต้องเดินทางไปคนเดียว ฉันจะอยู่กับลูกที่นี่เอง แม้ฉันจะคิดว่าฉันควรจะต้องไปด้วยก็ตาม แต่เราตัดสินใจรอฟังเสียงของลูกหลังจากเลิกเรียนครึ่งวันนั้น บ่ายวันเดียวกันนั้น หลังรับลูกกลับจากโรงเรียนและรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันเรียบร้อยแล้ว ฉันเป็นคนรับหน้าที่คุยกับลูกในเรื่องนี้ เพราะฉันรู้ว่าสามีของฉันไม่เข้มแข็งพอที่จะพูดเรื่องเกี่ยวกับความตายโดยไม่รู้สึกสะเทือนใจ แต่สำหรับฉันกับลูกนั้นเรามักจะพูดถึงการตายและความตายได้โดยที่เขาไม่ต้องรู้สึกกลัวกับมัน

ฉันบอกข่าวการจากไปของป้าสะใภ้ที่ลูกยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จัก ฉันถามความเห็นของเขาในการเดินทางไปเคารพศพป้าสะใภ้และเยี่ยมลุงกับลูก ๆ ที่ต้องการกำลังใจจากพวกเรา ฉันจะไม่รู้สึกผิดหวังถ้าลูกจะตอบปฏิเสธตามประสาเด็กที่อยู่สบายกับบ้าน แต่ลูกตอบตกลงทำให้พ่อของเขาต้องรีบไปจองตั๋วสำหรับพวกเราสามคนในบ่ายวันนั้นทันที

ฉันเตรียมสูทสีน้ำตาลเข้มเกือบดำให้กับตัวเอง เพราะสามีบอกว่าเสื้อผ้าสีดำใส่เฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น ถ้าไปเป็นแขกร่วมงานไม่ต้องถึงขนาดดำสนิทหรอก สีสุภาพก็พอแล้ว ฉันเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีน้ำเงินเข้มให้กับลูกชาย

วันรุ่งขึ้นหลังบินไปถึงในตอนสาย ๆ พวกเราขับรถที่หาเช่าได้หน้าสนามบินตรงไปห้องจัดพิธีเคารพศพข้างโบสถ์ใหญ่ใจกลางเมือง ทีแรกสามีและญาติ ๆ ไม่ต้องการให้ฉันพาลูกชายเข้าไปบริเวณงาน เพราะคิดกันว่าเด็กไม่ควรจะเห็นศพ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองไม่ควรให้ติดตา ฉันนึกค้านอยู่ในใจเพราะกว่าฉันจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ ฉันได้เห็นบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวจากไปหลายท่าน ที่บ้านของฉันไม่ได้แยกว่าความสูญเสียเป็นเรื่องเฉพาะของผู้ใหญ่และกันเด็กออกไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในบ้านของเราจึงรู้จักที่จะเผชิญพายุและมรสุมความเศร้า และรู้จักที่จะประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างเข้มแข็งขึ้นมาใหม่

แม้ฉันจะมีความคิดต่างกับคนที่นี่ ฉันก็ยังยืนรออยู่ด้านนอกพร้อมลูกเพราะไม่อยากเพิ่มความขัดแย้งท่ามกลางความโศกเศร้า แต่เมื่อยืนรอด้านนอกได้พบลูกพี่ลูกน้องของสามีและแสดงความเสียใจกับเขาแล้ว ฉันกับลูกก็ต้องเดินเข้าไปข้างในโดยปริยาย เพราะลุงยังคงต้อนรับแขกอยู่ด้านในและไม่มีทีท่าว่าจะมองเห็นพวกเราด้านนอก

ฉันไม่เห็นความกลัวในสายตาของลูกชาย เมื่อเขามองไปยังหีบศพทรงหกเหลี่ยมบนตั่งต่อขายกสูงกลางห้อง ทางเข้าประดับประดาด้วยดอกไม้สดที่มีการจัดวางตำแหน่งอย่างประณีต ฉันตรงเข้าไปจับมือแสดงความเสียใจกับลุง กอดและบีบมือของลุงเบา ๆ

ลุงผ่ายผอมและทรุดโทรมไปมากเมื่อเทียบกับความทรงจำเมื่อสิบกว่าปีก่อนของฉัน ดวงตาแห้งผากและแดงก่ำ ขอบตาล่างมีรอยดำคล้ำ ลุงจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ จนพักใหญ่ที่เราจากกันไปอยู่กันคนละมุมห้องแล้ว ลุงถึงเดินมากับย่าเพื่อขอโทษที่จำฉันไม่ได้ ย่าแนะนำลูกชายของฉันให้ลุงรู้จัก ก่อนจะจับมือเขาไว้แน่นบอกว่าจะพาไปรู้จักกับลูกพี่ลูกน้องของพ่ออีกคนที่บินมาจากอังกฤษเมื่อคืนวาน

ขณะเดินพาลูกของฉันเข้ายังห้องด้านหลังต้องผ่านหีบหกเหลี่ยมยกสูง ย่าพยายามเบี่ยงตัวบังไม่ให้ลูกของฉันมองดูร่างอันสงบนิ่งของป้าสะใภ้ที่นอนอยู่ภายใน ฉันคิดว่าเขาไม่ได้เห็น แต่ฉันได้ยินคำถามที่เขาถามย่าว่าทำไมในมือของป้าถึงมีสร้อยไข่มุก มีผ้าลูกไม้คลุมทับ ลูกชายของฉันเป็นเด็กช่างสังเกตและโตพอที่จะรู้แล้วว่า คนตายคือคนที่จะไม่ลุกเดินไปไหนมาไหน ไม่หายใจ ไม่กินข้าว ไม่พูดคุย และไม่ลืมตาตื่นขึ้นอีกแล้ว

ฉันเดินตามลูกชายฉันเข้าไปพบลูกพี่ลูกน้องอีกคนที่เพิ่งบินมาจากอังกฤษ ฉันเคยไม่พอใจกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้เพราะเธอไม่มาร่วมในพิธีแต่งงานของฉัน แต่วันนี้เมื่อได้มาพบกันอีกครั้ง เห็นความอิดโรยบนใบหน้า อาการเนื้อตัวแข้งขาสั่นจนลุกขึ้นยืน และเดินออกไปรับแขกด้านนอกไม่ได้ ฉันกลับรู้สึกสะเทือนใจไปกับเธอด้วย ยิ่งเมื่อรู้ว่าเธอลางานมาอยู่เฝ้าแม่เป็นสัปดาห์จนอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว พอเธอเดินทางกลับไปทำงานที่ลอนดอน แม่ของเธอก็สิ้นใจ เธอไม่มีโอกาสได้อยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแม่

ฉันรู้สึกเสียใจกับเธอจริง ๆ มันน่าแปลกที่ความเห็นอกเห็นใจของฉันที่เกิดขึ้นนั้น มันได้กลบฝังความขุ่นข้องใจที่มีต่อเธอตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีไปจนหมดสิ้น ฉันรู้สึกเหมือนได้เพื่อนคนใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน เพื่อนที่มีความทุกข์และต้องการกำลังใจจากคนรอบข้าง วันนั้นเป็นวันที่หนักหนาสำหรับเธออย่างที่สุดแล้ว

ช่วงพิธีสวดในตอนบ่ายผู้คนมาร่วมงานกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกโบสถ์ ฉันกับลูกไม่มีโอกาสจะฝ่าเข้าไปข้างในเลย พวกเราเลยยืนรอและฟังเสียงบาทหลวงสวดมนต์กันที่หน้าโบสถ์นั่นเอง จนกระทั่งพนักงานแบกหีบศพออกมาขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้าโบสถ์ ตอนนั้นเองที่ครอบครัวเจ้าภาพมายืนที่ด้านข้างรถยนต์ ต้อนรับแขกที่ออกจากโบสถ์มาจับมือแสดงความไว้อาลัยกันอีกเป็นครั้งสุดท้าย

พวกเราขับรถตามไปยังสุสานประจำเมือง ซึ่งตรงนี้จะมีแต่คนในครอบครัวและญาติ ๆ เท่านั้น ที่ไปร่วมพิธีฝังศพ มีอุปสรรคอย่างหนึ่งซึ่งครอบครัวลุงรู้อยู่ก่อนนั้นแล้ว ทางอำเภอยังจัดสรรพื้นที่ฝังศพให้ไม่ได้ วันนั้นจึงต้องพักศพไว้ในโรงเก็บศพที่สุสานก่อน รอจนกว่าอำเภอจะแจ้งว่าฝังจุดไหนได้บ้าง ลุงจับมือลูกชายของเราเดินพาไปเยี่ยมเคารพบรรพบุรุษ

ฉันยังนึกแปลกใจที่ลูกชายยอมให้ลุงจับมือพาเดินไปในสุสาน ไม่เหลียวหน้าเหลียวหลังมองหาพ่อแม่เลย ลูกเราคงโตแล้วนะ มองด้านหลังไกล ๆ เห็นลุงเดินเซนิดหน่อยแต่ก็มีบางจังหวะที่ลุงเอียงตัวลงเหมือนจะฟังว่าลูกชายของฉันพูดอะไร บางครั้งฉันเห็นรอยยิ้มด้านข้างของลุงที่ยิ้มตอบเมื่อมองดูลูกชายของฉัน

หลังแยกกันที่สุสานแล้ว พวกเรากลับไปชำระร่างกายที่โรงแรม เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ก่อนจะขับรถไปกินข้าวมื้อเย็นพร้อมหน้ากันทั้งพี่น้องลูกหลานที่บ้านของลุง ฉันอาจจะเคยไปงานศพคนรู้จักในอิตาลีมาหลายหน แต่การมานั่งอยู่ในครอบครัวของผู้จากไปนี้นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่งได้เคยสัมผัส ตลอดเวลาอาหารมื้อค่ำนั้นไม่มีใครเอ่ยถึงความเศร้าโศกเสียใจ แม้จะพูดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา มันกลายเป็นเรื่องเล่าของบุคคลที่ต่างจากไปในชีวิตของพวกเขาที่ควรค่าแก่การจดจำและระลึกถึง

ผ่านไปอีกสองวันระหว่างที่พวกเรายังรอฟังข่าวกันอยู่ เราก็แวะไปกินมื้อค่ำกับครอบครัวของลุงที่ยังมีอาหารเหลือเฟือจากเพื่อนบ้านและคนรู้จักที่มาช่วยงานทุกมื้อตลอดสามสี่วันที่จัดพิธีเคารพศพนั้น ฉันนึกไปถึงงานศพในต่างจังหวัดบ้านเราเหมือนกันนะ ใครมีอะไรก็หอบหิ้วมาช่วยงานกัน ช่วงเวลาเหล่านี้ลุงดูมีสีหน้าดีขึ้นมากและสนใจความเป็นไปของลูกชายของฉัน ฉันคิดว่าลุงคงเข้าใจเจตนาของฉันเป็นอย่างดี

ในที่สุดวันที่สามอำเภอก็แจ้งมาว่าต้องรื้อสุสานเก่าของบรรพบุรุษในครอบครัวออกไปถึงจะเก็บป้าสะใภ้เข้าไปไว้แทนที่ สามีไม่ให้ฉันกับลูกไป เพราะคงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยหน้าดูสักเท่าไร พวกเราสองคนแม่ลูกก็เลยพากันไปเดินเล่นพิพิธภัณฑ์ในเมืองกัน เสร็จภารกิจเรียบร้อยสามีขับรถมารับและไปบ้านลุงอีกครั้ง เพื่อกินมื้อเที่ยงด้วยกันก่อนที่จะบินกลับในตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันนั้น ก่อนจากกันลุงบอกฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะลงมาทางใต้เมื่อไรก็ตามครอบครัวของลุงยินดีต้อนรับพวกเราเสมอ ฉันตอบขอบคุณลุง สบตาลุงกับลูกพี่ลูกน้องที่มีน้ำตาคลอตา ฉันรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาและมองเห็นลุงกับลูกพี่ลูกน้องเลือนนิดหน่อยก่อนที่ประตูบ้านจะปิดลง

สองสัปดาห์ต่อมา ลุงก็บินขึ้นมาพร้อมกับลูกชายและใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับพวกเรา สีหน้าของลุงดีขึ้นมาก แจ่มใสเหมือนความทุกข์ไม่ได้เข้ามาแผ้วพานให้หมองมัวเลย ฉันมั่นใจว่าเป็นเพราะมือเล็ก ๆ ของลูกชายฉันในอุ้งมือของลุงในวันที่เดินในสุสานกันนั้นเอง ที่เป็นยาหอมเยียวยาจิตใจของลุงให้ฟื้นสภาพปกติในเร็ววัน

อีกสองสัปดาห์ถัดมาลูกสาวและลูกเขยก็บินจากลอนดอนมาสมทบ พวกเราได้กินข้าวร่วมกันอีกครั้ง และนั่งคุยกันจนดึกดื่นทุกคืน ฉันพลอยได้ฟังเรื่องราวเก่า ๆ ของพวกท่านไปด้วย ทุกคนยังพูดคุยถึงบุคคลในอดีตแต่ก็ยังละเว้นเรื่องของป้าสะใภ้เอาไว้ ฉันรู้ว่ามันต้องใช้เวลาเยียวยาสักพักใหญ่กว่าที่พวกเราจะพูดถึงป้าสะใภ้ได้โดยไม่มีความเศร้าโศกใจ ฉันคิดว่า...การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว อาจไม่ใช่จุดจบและความล่มสลายของครอบครัวเสมอไป บางทีมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สมาชิกที่เหลือและเครือญาติกลับมากลมเกลียวกันอีกครั้งหนึ่งก็ได้

  • by จิรัชฌา วานิช
  • | Italy