หนึ่งวัน...กับการเอาหนังสือกลับบ้าน

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว( 21 พฤษภาคม) เป็นวันเรียนสุดท้ายก่อนปิดพัก 2 อาทิตย์ ให้ครู และเด็กๆ ได้พัก ก่อนจะกลับมาเรียนยาว 7 อาทิตย์ แบบไม่มีพักเบรค และปิดภาคเรียนประจำปี  และวันสุดท้ายของการเรียนแบบนี้ สิ่งที่เราจะสังเกตได้คือ การที่คุณครูทุกคนจะพยายามเคลียร์งาน เอกสารต่างๆ แล้วรีบกลับบ้านอย่างตรงเวลา ให้สมกับการที่สมบุกสมบันมาทั้งเทอม 

เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำแบบนั้นเหมือนกัน

พอส่งเด็กที่เราดูแลถึงมือผู้ปกครองเรียบร้อย สิ่งแรกที่เราทำ คือ จ้ำอ้าว เตรียมพร้อมเก็บข้าวของ และออกจากโรงเรียนให้เร็วที่สุด

แต่แผนของเราก็โดนหยุดยั้งขึ้นเสียก่อน เมื่อขณะที่เรากำลังจ้ำอ้าว เราได้ยินเสียงเล็กๆ ที่แวบเข้ามา 

“มิสซิสแอนดรูวอ่าน Christmas… ด้วยหรือครับ” เสียงอู้อี้ๆ ของเด็กที่ตัวสูงเกินเอวเรานิดนึงหยุดเท้าเราไว้  เราไม่ค่อยแน่ใจว่า เด็กพูดว่าอะไร  เราเลยตอบแบบเดาๆ กลับไป 

“ Christmas story?” เราถามกลับไป แบบ งงๆ อยู่เหมือนกัน เพราะในเดือน พฤษภาคม คงไม่มีครูคนไหน สอนเรื่องคริสต์มาสที่เป็นหัวใจสำคัญของเดือนธันวาคมหรอกนะ แต่พอเราเห็นเด็กส่ายหัว แล้วพยายามจะสื่อสารให้เราเข้าใจ แต่คงเพราะเสียงอู้อี้ที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เราเลยตัดสินใจ คุกเข่าย่อตัวลง และครั้งนี้ เราพยายามทั้งอ่านริมฝีปาก และฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น 

“เมื่อตะกี้ ครูได้ยินไม่ชัด ไหนลองพูดชัดๆอีกทีได้มั้ยคะ” 

แล้วก็ได้ผล เพราะครั้งนี้ เด็กพยายามออกเสียงแต่ละพยางค์ชัดขึ้นแม้จะยังอู้อี้ แต่มันก็น้อยลงกว่าเดิม

“The- Christmas-sauras”

“อ้อ  The Christmasauras” เราพูดย้ำกลับไป และดูเหมือนเด็กจะตื่นเต้นมาก เพราะการกระทำต่อมา คือการรูดซิปกระเป๋าหนังสือตัวเองโชว์หนังสือเล่มเป้งพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ทำเอาตัวเราเองก็ยิ้มตาม 

แล้วบทสนทนาสั้นๆระหว่างแลกเปลี่ยนสำหรับหนังสือเล่มนี้ก็เริ่มขึ้น 

“เธออ่านถึงตอนไหนล่ะ ครูอ่านถึงตอนที่ซานต้ากำลังจะทำตุ๊กตาไดโนเสาร์”

“ผมอ่านถึงตอนก่อนวันคริสมาสครับ อ่านล่วงมากกว่าครูตอนนึง” เด็กชายคนเดิมยิ้มกว้าง บอกเล่าบทที่กำลังอ่าน

“อ๊ะๆ อย่าเพิ่งบอกครูนะ เดี๋ยวครูจะอ่านเอง ครูชอบหนังสือเล่มนี้ เธอก็ชอบเหมือนกันใช่มั้ย” 

เราคงจะแลกเปลี่ยนบทสนทนากันไปอีกสักพัก ถ้าผู้ปกครองของเด็กคนนี้ไม่มารับเสียก่อน 

พอประตูเปิดออก เด็กตื่นเต้นมาก และรีบบอกคนที่มารับว่า เราอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเขา ดวงตาสีฟ้าที่ไร้เดียงสาดูตื่นเต้นดีใจที่มีผู้ใหญ่หนึ่งคนอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน

เราเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน และยังเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเด็กคนนี้เห็นเราอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ยังไง เพราะอยู่กันคนละห้องเรียน และโอกาสที่เราเดินสวนกันนั้นน้อยมาก

และที่สำคัญ เราหยิบหนังสืออ่าน แค่ช่วงพักกลางวัน เวลาคุมเด็กกินข้าวในอีกห้องเรียนคนละห้องด้วยซ้ำ

แต่อย่างว่า เด็กคงสังเกตผู้ใหญ่รอบตัวเขา... มากกว่าที่เรารู้ตัว

แล้วเราก็ตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนี้ติดมือกลับบ้านมาอ่านช่วงเวลาพักสองอาทิตย์ 

ด้วยความคิดเดียวว่า ...

ถ้าเราเดินผ่านเจอเด็กคนนี้อีกเมื่อไหร่ 

เราสองคนจะมีบทสนาเล็กๆเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ด้วยกันอีกครั้ง

สปอยล์หนังสือนิดนึง

พอเรากลับมาบ้าน นั่งพักบนโซฟาได้ เราก็อ่านหนังสือรวดเดียวจบในเวลาสองวัน  สามีที่เดินไปมาในห้องครัวถึงกับงงที่เราจดจ่อกับหนังสือได้นาน  อยากจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้สนุกมาก และมีเรื่องราวที่เด็กสนใจแน่นอน

อ่านหนังสือเล่มนี้จบ และท่องไปในดินแดนเวทมนตร์ของตัวหนังสือของนักเขียนที่ผสมผสานทุกอย่างกลมกล่อมมาก 

ไดโนเสาร์ที่อยากจะบินได้ แต่ไม่มีปีก เฝ้ามองดูเรนเดียร์ในนอร์สโพลฝึกซ้อมบินทุกวัน 

เด็กชายผู้ชื่นชอบ และเรียนรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์ แต่นั่งอยู่ในรถเข็นหลังจากอุบัติเหตุตอนเด็ก

โลกของเวทมนตร์ที่อยู่ระหว่าง ความเชื่อ และจินตนาการ 

แล้วยังจะบทกลอนเล็กๆที่ แทรกจากการที่เอลฟ์ชอบพูดอะไรเป็นจังวะ ร้อยกรองน่ารักๆ 

โอ้ว..แล้วยังรูปวาดที่คั่นเป็นช่วงๆ ช่วยทำให้เด็กจินตนาการได้ง่ายขึ้นจากตัวหนังสือ 

กล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นของขวัญชิ้นเยี่ยมให้เด็กๆที่หลงใหล คริสต์มาส และอาจจะค้นพบปรัชญา แนวคิดที่แทรกซึมในตัวหนังสืออย่างแยบยล 

หนังสือถูกแปลมากกว่า 33 ภาษา และ เราหวังว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นภาษาไทย ให้เด็กๆ ได้เข้าถึง หนังสือเล่มนี้ 

  • by กิตติยา แอนดรูว
  • | United Kingdom